บันทึกอนุทินครั้งที่ 12
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เวลา 10 : 30 - 12 : 30 น.
👱อาจารย์ ตฤณ แจ่มถิน👱
วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของการสร้างเสริมบุคลิกภาพต่อจาก2สัปดาห์วันที่16 ตุลาคม 2561
เนื่องจากสัปดาห์นั้นอาจารย์มีประชุม ก็เลยสอนไม่ทัน
📚 เนื้อหาที่เรียนในวันนี้
🔷 แนวคิด หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ
▶ ทฤษฎีพัฒนาการของ Sigmund Freu
โครงสร้างของบุคลิกภาพ
1. อิด (Id) จะเป็นต้นกำเนิดของบุคลิกภาพและเป็นส่วนที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด แรงขับทางสัญชาตญาณ(Instinct)
2. อีโก้ (Ego) มีการใช้เหตุผล มีการใช้สติปัญญาและการรับรู้ที่เหมาะสม
3. ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม บรรทัดฐานของสังคม ค่านิยม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ
▶ Carl Gustav Jung
พัฒนาบุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 5 ขั้น ได้แก่
1. ขั้นปาก (Oral Stage) เริ่มตั้งแต่แรกเกิดถึง 1 ขวบ เด็กในช่วงนี้หยิบจับอะไรได้ก็จำเอาเข้าปากทันที
2. ขั้นทวาร (Anal Stage) เด็กจะมีอายุตั้งแต่ 1-3 ขวบ เด็กเริ่มรู้จักการขับถ่าย
3. ขั้นอวัยวะเพศตอนต้น (Phallic Stage) เริ่มตั้งแต่3-5ขวบ ชอบสำรวจอวัยวะเพศของตนเอง นั่งจับอวัยวะเพศของตนเองเล่น หรือบางทีก็อยากรู้อยากเห็นของเพศตรงข้าม
4. ขั้นแฝง (Latency Stage) เริ่มตั้งแต่อายุ 6-11 ปี เด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มสนใจเพศตรงข้ามมากขึ้น
5. ขั้นอวัยวะเพศตอนปลาย (Genital Stage) เริ่มจาก12ขวบเป็นต้นไป พฤติกรรมความสนใจทางเพศเริ่มลดลง
▶ ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Albert Bandura
สังเกตการกระทำของผู้อื่นแล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้น คือ คุณครูเป็นอย่างไร เด็กก็จะเลียนแบบตามที่ครูเป็น
▶ Ivan Petrovich Pavlov
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม
พฤติกรรมที่จะเกิดการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกได้มักเป็นพฤติกรรมหรือการตอบสนองที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อน อันมีพื้นฐานมาจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การทำงานของต่อมต่าง ๆในร่างกาย การทำงานของระบบกล้ามเนื้อต่าง ๆ พฤติกรรมการตอบสนองในการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเหล่านี้ เรียกว่า พฤติกรรมตอบสนอง หรือพฤติกรรมที่เป็นไปโดยไม่ตั้งใจ
พาร์พลอฟ เชื่อว่าการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเกิดจากการวางเงื่อนไข (conditioning) กล่าวคือ การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าหนึ่งมักมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์เกิดขึ้น ซึ่งในสภาพปกติหรือในชีวิตประจำวันการตอบสนองเช่นนั้นอาจไม่มี เช่น กรณีสุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งและน้ำลายไหล เสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข (เพราะโดยปกติเสียงกระดิ่งมิได้ทำให้สุนัขน้ำลายไหล แต่คนต้องการให้สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง) พาร์พลอฟ เรียกว่า สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข (conditioned stimulus) และปฏิกิริยาน้ำลายไหล เป็นการตอบสนองที่เรียกว่าการตอบสนองที่มีเงื่อนไข (conditioned response)
▶ ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Skinner
ทฤษฎีการวางเงื่อนไข
Skinner ได้สร้างกล่องขึ้นมา มีชื่อเรียนกว่าSkinner Box กล่องนี่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีคานหรือลิ้นบังคับให้อาหารตกลงมาในจาน เหนือคานจะมีหลอดไฟติดอยู่ เมื่อกดคานไฟจะสว่างและอาหารจะหล่นลงมา Skinner Box นำนกไปใส่ไว้ในกล่อง และโดยบังเอิญนกเคลื่อนไหวไปถูกคานอาหารก็หล่นลงมา อาหารที่นกได้นำไปสู่การกดคานซ้ำและการกดคานแล้วได้อาหาร
▶ John B. Watson
การวางเงื่อนไขพฤติกรรมของเด็กเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้และผู้ใหญ่สามารถที่จะวางเงื่อนไขให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ทุกพฤติกรรม
⛵ ความรู้ที่ได้รับ
-ได้ทราบหลักและทฤษฎีของผู้นำแนวคิดหลายๆท่าน หลายๆแบบ และสามารถนำไปใช้ในการสอนเด็กๆ
📝 การประเมินผล
✅ ประเมินตนเอง
วันนี้รู้สึกสนุกกับการเรียนมาก เพราะอาจารย์มีเกมมาสอดแทรกให้เล่นในเนื้อหา ทำให้รู้สึกไม่เบื่อและรู้สึกมีความตื่นเต้นกับการเรียน
✅ ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์สอนสนุก และมีการแทรกเกมเข้าไปในเนื้อหาที่เรียน. ทำให้การเรียนในวันนี้ไม่น่าเบื่อ และทำให้บรรยากาศภายในห้องเรียนน่าเรียนมากขึ้น
✅ ประเมินเพื่อน
สำหรับวันนี้เพื่อนๆก็น่าจะรู้สึกเหมือนกับฉัน เพราะเพื่อนทุกคนในห้องดูสนุกแล้วมีความตื่นเต้นกับเกมที่อาจารนำมาสอดแทรกในเนื้อหา มันทำให้บรรยากาศภายในห้องเรียนมีแต่รอยยิ้ม และเป็นห้องเรียนที่น่าเรียนที่สุด








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น